การสำรวจดาวศุกร์: ยานเวเนรา แมกเจลแลน และนรกใต้ม่านเมฆ
Exploring Venus
อัปเดตล่าสุด

ดาวศุกร์มีผิวร้อนราว 465 องศาเซลเซียสและความดันกว่า 90 เท่าของโลก ยานเวเนราของสหภาพโซเวียตเป็นยานแรกที่ลงจอดและส่งภาพจากผิวดาวเคราะห์อื่น ยานแมกเจลแลนใช้เรดาร์ทำแผนที่ทะลุเมฆ และกำลังมียานรุ่นใหม่เตรียมกลับไปอีกครั้ง
ดาวศุกร์มีขนาดและมวลใกล้เคียงโลกมาก จนครั้งหนึ่งนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จินตนาการว่าใต้เมฆหนาของมันอาจเป็นป่าดิบชื้น ยุคอวกาศเปิดเผยความจริงที่ต่างออกไปมาก ผิวดาวศุกร์ร้อนราว 465 องศาเซลเซียส ร้อนพอจะหลอมตะกั่ว ความดันบรรยากาศราว 92 เท่าของโลก เท่ากับการดำน้ำลึกเกือบหนึ่งกิโลเมตร และเมฆประกอบด้วยหยดกรดกำมะถัน
ยานลำแรกที่ไปถึงดาวเคราะห์อื่น
ในปี ค.ศ. 1962 ยานมาริเนอร์ 2 ของ NASA บินผ่านดาวศุกร์ เป็นการบินผ่านดาวเคราะห์ดวงอื่นที่สำเร็จเป็นครั้งแรกของมนุษย์ และวัดได้ว่าพื้นผิวร้อนจัด ไม่ใช่โลกที่อบอุ่นชุ่มชื้นอย่างที่บางคนหวัง
เวเนรา: ความพากเพียรของสหภาพโซเวียต
สหภาพโซเวียตส่งยานในโครงการเวเนรา (Venera) ไปดาวศุกร์หลายสิบลำตลอดราวยี่สิบปี หลายลำล้มเหลวหรือถูกความดันบดขยี้ระหว่างร่วงลง แต่ทีมงานปรับปรุงยานทีละลำจนประสบความสำเร็จหลายครั้งที่เป็นประวัติศาสตร์
- เวเนรา 7 (15 ธันวาคม ค.ศ. 1970) ลงถึงพื้นผิวและส่งสัญญาณกลับมาได้ราว 23 นาที เป็นการส่งข้อมูลจากพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงอื่นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
- เวเนรา 9 (ค.ศ. 1975) ส่งภาพถ่ายภาพแรกจากพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงอื่น เห็นหินแบนเหลี่ยมคมใต้แสงสลัวสีส้ม
- เวเนรา 13 (ค.ศ. 1982) ส่งภาพสีจากผิวดาวศุกร์ วิเคราะห์ดินที่พบว่าคล้ายหินบะซอลต์ บันทึกเสียงลมด้วยไมโครโฟน และทนอยู่ได้ 127 นาที นานกว่าที่ออกแบบไว้เกือบสี่เท่า
- เวกา 1 และ 2 (ค.ศ. 1985) ปล่อยบอลลูนลอยในชั้นเมฆนานราวสองวัน ก่อนเดินทางต่อไปพบดาวหางฮัลเลย์
จนถึงปัจจุบัน ยานเวเนราและเวกายังเป็นยานชุดเดียวที่เคยทำงานบนพื้นผิวดาวศุกร์ได้
แมกเจลแลน: มองทะลุเมฆด้วยเรดาร์
เมฆของดาวศุกร์ปิดทึบตลอดเวลา กล้องธรรมดาจึงมองไม่เห็นพื้นผิว ยานแมกเจลแลน (Magellan) ของ NASA ที่โคจรรอบดาวศุกร์ระหว่างปี ค.ศ. 1990 ถึง 1994 ใช้คลื่นเรดาร์ซึ่งทะลุเมฆได้ ทำแผนที่พื้นผิวได้ราว 98% พบภูเขาไฟนับพันลูก ธารลาวายาวหลายพันกิโลเมตร และหลุมอุกกาบาตจำนวนค่อนข้างน้อยที่กระจายทั่วดาวอย่างสม่ำเสมอ แสดงว่าผิวของดาวศุกร์เกือบทั้งดวงมีอายุเพียงไม่กี่ร้อยล้านปี อาจถูกลาวาปกคลุมใหม่ครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 2023 การวิเคราะห์ภาพเรดาร์เก่าของแมกเจลแลนพบปล่องภูเขาไฟที่เปลี่ยนรูปร่างไปภายในแปดเดือน เป็นหลักฐานว่าดาวศุกร์ยังมีภูเขาไฟคุกรุ่นในปัจจุบัน
ทำไมดาวศุกร์จึงร้อนกว่าดาวพุธ
ดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่า แต่ดาวศุกร์ร้อนกว่า เพราะบรรยากาศที่เกือบทั้งหมดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และหนาแน่นมากกักความร้อนไว้ด้วยปรากฏการณ์เรือนกระจกที่รุนแรงที่สุดในระบบสุริยะ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวศุกร์ในอดีตอาจเคยมีน้ำ แต่เมื่อดวงอาทิตย์สว่างขึ้น น้ำระเหยเป็นไอ ไอน้ำเองก็เป็นแก๊สเรือนกระจกที่ทำให้ร้อนขึ้นอีก จนน้ำหายไปหมด ดาวศุกร์จึงเป็นตัวอย่างสุดขั้วที่ช่วยให้เข้าใจภาวะโลกร้อนบนโลก
กลับไปดาวศุกร์
หลังแมกเจลแลน มียานโคจรอย่างวีนัสเอกซ์เพรสของ ESA (ค.ศ. 2006 ถึง 2014) และอากัตสึกิของญี่ปุ่น (โคจรตั้งแต่ ค.ศ. 2015 ถึง 2024) ศึกษาบรรยากาศที่หมุนรอบดาวเร็วกว่าตัวดาวหลายสิบเท่า สำหรับอนาคต NASA คัดเลือกภารกิจ DAVINCI ซึ่งจะส่งยานดิ่งผ่านบรรยากาศ และ VERITAS ซึ่งจะทำแผนที่เรดาร์ละเอียดกว่าเดิม ส่วน ESA มีภารกิจ EnVision ทั้งหมดตั้งเป้าออกเดินทางราวต้นคริสต์ทศวรรษ 2030 แม้กำหนดการและงบประมาณยังอาจเปลี่ยนได้
คำศัพท์ในบทความนี้
- Veneraยานเวเนรา
- greenhouse effectปรากฏการณ์เรือนกระจก
- Venusดาวศุกร์
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ดาวศุกร์ดาวเคราะห์ที่ขนาดใกล้เคียงโลก แต่กลายเป็นนรกร้อนจัดจากปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ควบคุมไม่ได้
- การสำรวจดาวพุธ: มาริเนอร์ 10 เมสเซนเจอร์ และเบปีโคลอมโบดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่ไปถึงยากที่สุดดวงหนึ่ง เพราะยานต้องเบรกอย่างหนักขณะตกเข้าหาดวงอาทิตย์ ยานเมสเซนเจอร์พบน้ำแข็งในหลุมที่ขั้ว และยานเบปีโคลอมโบของยุโรปกับญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธในปลายปี ค.ศ. 2026
- โลกในฐานะดาวเคราะห์ดาวเคราะห์ดวงเดียวที่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิต ด้วยน้ำเหลว บรรยากาศ สนามแม่เหล็ก และแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนที่
- เขตเอื้อชีวิต: ดาวเคราะห์แบบไหนที่อาจมีชีวิตรอบดาวฤกษ์ทุกดวงมีวงแหวนระยะทางที่ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป ดาวเคราะห์ในเขตนี้อาจมีน้ำเป็นของเหลวบนผิว ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตแบบที่เรารู้จัก แต่การอยู่ในเขตนี้ยังไม่พอ และชีวิตอาจอยู่นอกเขตนี้ได้ด้วย