หน้าหลัก › บทความดาราศาสตร์ › ภารกิจสำรวจอวกาศ
ภารกิจสำรวจอวกาศ

การสำรวจดาวศุกร์: ยานเวเนรา แมกเจลแลน และนรกใต้ม่านเมฆ

Exploring Venus

อัปเดตล่าสุด

ภาพพื้นผิวดาวศุกร์จากยานเวเนรา 13 ปี 1982 (ปรับสีใหม่)
ภาพพื้นผิวดาวศุกร์จากยานเวเนรา 13 ปี 1982 (ปรับสีใหม่)ภาพ: Venera 13, Public domain (ย่อขนาดจากต้นฉบับ)

ดาวศุกร์มีผิวร้อนราว 465 องศาเซลเซียสและความดันกว่า 90 เท่าของโลก ยานเวเนราของสหภาพโซเวียตเป็นยานแรกที่ลงจอดและส่งภาพจากผิวดาวเคราะห์อื่น ยานแมกเจลแลนใช้เรดาร์ทำแผนที่ทะลุเมฆ และกำลังมียานรุ่นใหม่เตรียมกลับไปอีกครั้ง

ดาวศุกร์มีขนาดและมวลใกล้เคียงโลกมาก จนครั้งหนึ่งนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จินตนาการว่าใต้เมฆหนาของมันอาจเป็นป่าดิบชื้น ยุคอวกาศเปิดเผยความจริงที่ต่างออกไปมาก ผิวดาวศุกร์ร้อนราว 465 องศาเซลเซียส ร้อนพอจะหลอมตะกั่ว ความดันบรรยากาศราว 92 เท่าของโลก เท่ากับการดำน้ำลึกเกือบหนึ่งกิโลเมตร และเมฆประกอบด้วยหยดกรดกำมะถัน

ยานลำแรกที่ไปถึงดาวเคราะห์อื่น

ในปี ค.ศ. 1962 ยานมาริเนอร์ 2 ของ NASA บินผ่านดาวศุกร์ เป็นการบินผ่านดาวเคราะห์ดวงอื่นที่สำเร็จเป็นครั้งแรกของมนุษย์ และวัดได้ว่าพื้นผิวร้อนจัด ไม่ใช่โลกที่อบอุ่นชุ่มชื้นอย่างที่บางคนหวัง

เวเนรา: ความพากเพียรของสหภาพโซเวียต

สหภาพโซเวียตส่งยานในโครงการเวเนรา (Venera) ไปดาวศุกร์หลายสิบลำตลอดราวยี่สิบปี หลายลำล้มเหลวหรือถูกความดันบดขยี้ระหว่างร่วงลง แต่ทีมงานปรับปรุงยานทีละลำจนประสบความสำเร็จหลายครั้งที่เป็นประวัติศาสตร์

จนถึงปัจจุบัน ยานเวเนราและเวกายังเป็นยานชุดเดียวที่เคยทำงานบนพื้นผิวดาวศุกร์ได้

แมกเจลแลน: มองทะลุเมฆด้วยเรดาร์

เมฆของดาวศุกร์ปิดทึบตลอดเวลา กล้องธรรมดาจึงมองไม่เห็นพื้นผิว ยานแมกเจลแลน (Magellan) ของ NASA ที่โคจรรอบดาวศุกร์ระหว่างปี ค.ศ. 1990 ถึง 1994 ใช้คลื่นเรดาร์ซึ่งทะลุเมฆได้ ทำแผนที่พื้นผิวได้ราว 98% พบภูเขาไฟนับพันลูก ธารลาวายาวหลายพันกิโลเมตร และหลุมอุกกาบาตจำนวนค่อนข้างน้อยที่กระจายทั่วดาวอย่างสม่ำเสมอ แสดงว่าผิวของดาวศุกร์เกือบทั้งดวงมีอายุเพียงไม่กี่ร้อยล้านปี อาจถูกลาวาปกคลุมใหม่ครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 2023 การวิเคราะห์ภาพเรดาร์เก่าของแมกเจลแลนพบปล่องภูเขาไฟที่เปลี่ยนรูปร่างไปภายในแปดเดือน เป็นหลักฐานว่าดาวศุกร์ยังมีภูเขาไฟคุกรุ่นในปัจจุบัน

ทำไมดาวศุกร์จึงร้อนกว่าดาวพุธ

ดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่า แต่ดาวศุกร์ร้อนกว่า เพราะบรรยากาศที่เกือบทั้งหมดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และหนาแน่นมากกักความร้อนไว้ด้วยปรากฏการณ์เรือนกระจกที่รุนแรงที่สุดในระบบสุริยะ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวศุกร์ในอดีตอาจเคยมีน้ำ แต่เมื่อดวงอาทิตย์สว่างขึ้น น้ำระเหยเป็นไอ ไอน้ำเองก็เป็นแก๊สเรือนกระจกที่ทำให้ร้อนขึ้นอีก จนน้ำหายไปหมด ดาวศุกร์จึงเป็นตัวอย่างสุดขั้วที่ช่วยให้เข้าใจภาวะโลกร้อนบนโลก

กลับไปดาวศุกร์

หลังแมกเจลแลน มียานโคจรอย่างวีนัสเอกซ์เพรสของ ESA (ค.ศ. 2006 ถึง 2014) และอากัตสึกิของญี่ปุ่น (โคจรตั้งแต่ ค.ศ. 2015 ถึง 2024) ศึกษาบรรยากาศที่หมุนรอบดาวเร็วกว่าตัวดาวหลายสิบเท่า สำหรับอนาคต NASA คัดเลือกภารกิจ DAVINCI ซึ่งจะส่งยานดิ่งผ่านบรรยากาศ และ VERITAS ซึ่งจะทำแผนที่เรดาร์ละเอียดกว่าเดิม ส่วน ESA มีภารกิจ EnVision ทั้งหมดตั้งเป้าออกเดินทางราวต้นคริสต์ทศวรรษ 2030 แม้กำหนดการและงบประมาณยังอาจเปลี่ยนได้

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในปี ค.ศ. 2020 มีรายงานว่าพบแก๊สฟอสฟีนในเมฆดาวศุกร์ ซึ่งบนโลกเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต แต่การวิเคราะห์ซ้ำหลายครั้งพบว่าสัญญาณอ่อนกว่าที่รายงานไว้มากหรืออาจไม่มีอยู่จริง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ แม้ชั้นเมฆที่สูงราว 50 กิโลเมตรจะมีอุณหภูมิและความดันใกล้เคียงผิวโลกก็ตาม
เปิดในเว็บไซต์ NewTutorAstronomy ›

คำศัพท์ในบทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง