สัมพัทธภาพทั่วไป: แรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศ
General relativity
อัปเดตล่าสุด

ไอน์สไตน์ใช้เวลาสิบปีหลังสัมพัทธภาพพิเศษเพื่อหาคำอธิบายใหม่ของแรงโน้มถ่วง ผลคือทฤษฎีที่บอกว่ามวลทำให้กาลอวกาศโค้ง และวัตถุเคลื่อนที่ตามความโค้งนั้น ทฤษฎีนี้ทำนายหลุมดำ คลื่นความโน้มถ่วง และเอกภพที่ขยายตัว
กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตันทำนายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ได้แม่นยำมาก แต่มีสองเรื่องที่ไอน์สไตน์ไม่พอใจ เรื่องแรก แรงโน้มถ่วงของนิวตันส่งผลถึงกันทันทีข้ามอวกาศ ซึ่งขัดกับสัมพัทธภาพพิเศษที่ห้ามสิ่งใดเร็วกว่าแสง เรื่องที่สอง ทำไมวัตถุทุกชนิดจึงตกด้วยความเร่งเท่ากันพอดี
หลักการสมมูล
ไอน์สไตน์เล่าว่าความคิดที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของเขาคือ คนที่ตกลงมาอย่างอิสระจะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของตัวเอง ในลิฟต์ที่ตกอิสระ ทุกอย่างลอยเหมือนอยู่ในอวกาศ และในจรวดที่เร่งในอวกาศ ทุกอย่างถูกกดลงพื้นเหมือนยืนบนโลก ไม่มีการทดลองเฉพาะที่ใดแยกสองสถานการณ์นี้ออกจากกันได้ หลักนี้เรียกว่าหลักการสมมูล และนำไปสู่ข้อสรุปว่าแรงโน้มถ่วงไม่ใช่แรงในความหมายปกติ แต่เป็นคุณสมบัติของเรขาคณิตของกาลอวกาศ
มวลบอกให้กาลอวกาศโค้ง กาลอวกาศบอกให้มวลเคลื่อนที่
ประโยคของ จอห์น วีลเลอร์ นี้สรุปทฤษฎีได้ดีที่สุด วัตถุที่ไม่มีแรงอื่นกระทำเคลื่อนที่ไปตามเส้นที่ "ตรงที่สุด" ในกาลอวกาศ เรียกว่าเส้นจีโอเดสิก เมื่อกาลอวกาศโค้งเพราะมวล เส้นที่ตรงที่สุดนั้นก็โค้งตาม ดาวเคราะห์จึงโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยไม่ต้องมีแรงดึง ความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับความโค้งเขียนเป็นเรียกว่าสมการสนามของไอน์สไตน์
ฝั่งซ้ายบรรยายความโค้งของกาลอวกาศ ฝั่งขวาคือเทนเซอร์ความเค้นพลังงานซึ่งบอกว่ามีมวลและพลังงานอยู่เท่าไร
คำทำนายและการทดสอบ
- การควงของจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธ วงโคจรของดาวพุธหมุนเกินกว่าที่ทฤษฎีของนิวตันทำนายราว 43 พิลิปดาต่อศตวรรษ สัมพัทธภาพทั่วไปอธิบายส่วนที่เกินนี้ได้พอดี เป็นความสำเร็จแรกของทฤษฎีในปี ค.ศ. 1915
- แสงเลี้ยวโค้งรอบดวงอาทิตย์ แสงดาวที่ผ่านใกล้ขอบดวงอาทิตย์เบนไป 1.75 พิลิปดา สองเท่าของค่าที่คิดแบบนิวตัน วัดได้ระหว่างสุริยุปราคาเต็มดวงในปี ค.ศ. 1919 ทำให้ไอน์สไตน์โด่งดังไปทั่วโลก
- เวลาเดินช้าในสนามโน้มถ่วง นาฬิกาที่อยู่ต่ำกว่าเดินช้ากว่า วัดได้ตั้งแต่ระดับความสูงต่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยนาฬิกาอะตอมสมัยใหม่ และต้องนำมาแก้ในระบบ GPS
- การเลื่อนทางแดงเนื่องจากแรงโน้มถ่วง แสงที่ปีนออกจากสนามโน้มถ่วงเสียพลังงาน ความยาวคลื่นจึงยาวขึ้น
- การลากกรอบอ้างอิง วัตถุที่หมุนลากกาลอวกาศรอบตัวให้หมุนตาม วัดได้โดยดาวเทียม Gravity Probe B
- หลุมดำ บริเวณที่กาลอวกาศโค้งจนแสงหนีออกมาไม่ได้ ถ่ายภาพได้แล้วในปี ค.ศ. 2019
- คลื่นความโน้มถ่วง ระลอกของความโค้งที่แผ่ออกด้วยความเร็วแสง ตรวจพบโดยตรงครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015
- เอกภพที่ขยายตัว สมการสนามประยุกต์กับทั้งเอกภพให้แบบจำลองบิกแบง
คำนวณผลของสัมพัทธภาพทั่วไปด้วยสูตร
ผลที่วัดได้จริงเป็นตัวเลข
แสงเลี้ยวรอบดวงอาทิตย์ แสงที่ผ่านห่างจากศูนย์กลางของมวล
สองเท่าของค่าที่ได้เมื่อคิดว่าแสงเป็นอนุภาคที่ตกตามแรงโน้มถ่วงของนิวตัน ครึ่งที่เพิ่มมาคือผลของความโค้งของอวกาศ
วงโคจรของดาวพุธ สัมพัทธภาพทั่วไปทำนายว่าจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของวงโคจรจะหมุนไปเพิ่มรอบละทีละเล็กน้อยทุกรอบ
ดาวพุธมีกึ่งแกนเอก
เวลาที่ชั้นบนเดินเร็วกว่า นาฬิกาที่อยู่สูงกว่าอีกเรือนเป็นระยะ
คนที่อาศัยชั้นที่สูงกว่า 10 เมตรตลอดชีวิต 80 ปี จะแก่กว่าคนชั้นล่างเพียงราว 3 ไมโครวินาที เล็กมาก แต่นาฬิกาอะตอมแบบแสงในปัจจุบันวัดความต่างนี้ได้แม้ยกนาฬิกาสูงขึ้นแค่ไม่กี่เซนติเมตร
เมื่อไรต้องใช้
ในสนามโน้มถ่วงอ่อนและความเร็วต่ำ สัมพัทธภาพทั่วไปให้คำตอบเกือบเท่ากับของนิวตัน วิศวกรจึงยังใช้กฎของนิวตันส่งยานอวกาศได้ ปริมาณที่บอกว่าผลของสัมพัทธภาพสำคัญแค่ไหนคือ
คำศัพท์ในบทความนี้
- general relativityทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
- equivalence principleหลักการสมมูล
- curvature of spacetimeความโค้งของกาลอวกาศ
- geodesicเส้นจีโอเดสิก
- Einstein field equationsสมการสนามของไอน์สไตน์
- gravitational time dilationการยืดของเวลาเนื่องจากแรงโน้มถ่วง
- gravitational redshiftการเลื่อนไปทางแดงเนื่องจากความโน้มถ่วง
- perihelion precession of Mercuryการหมุนควงของจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธ
- frame draggingการลากกรอบอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สัมพัทธภาพพิเศษ: เวลาและระยะทางไม่ได้ตายตัวในปี ค.ศ. 1905 ไอน์สไตน์เริ่มจากสมมติฐานเพียงสองข้อ แล้วได้ข้อสรุปที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเวลาและอวกาศไปตลอดกาล นาฬิกาที่เคลื่อนที่เดินช้าลง ไม้บรรทัดหดสั้น และมวลกับพลังงานเป็นสิ่งเดียวกัน
- เลนส์ความโน้มถ่วง: เมื่อมวลทำหน้าที่เป็นเลนส์มวลขนาดใหญ่ทำให้แสงที่ผ่านใกล้เลี้ยวโค้ง ดาราจักรหรือกระจุกดาราจักรจึงทำหน้าที่เหมือนเลนส์ขยาย ที่บิดภาพของวัตถุไกลออกไปเป็นวงแหวนหรือหลายภาพ และเผยให้เห็นสสารมืดที่มองไม่เห็น
- หลุมดำบริเวณที่แรงโน้มถ่วงรุนแรงจนแม้แต่แสงก็หนีออกมาไม่ได้ ตั้งแต่ซากดาวฤกษ์ไปจนถึงยักษ์ใจกลางดาราจักรที่มีมวลหลายพันล้านเท่าดวงอาทิตย์
- คลื่นความโน้มถ่วงระลอกคลื่นของกาลอวกาศจากหลุมดำหรือดาวนิวตรอนที่ชนกัน ไอน์สไตน์ทำนายไว้ในปี 1916 และตรวจพบได้จริงในปี 2015
- สัมพัทธภาพในชีวิตประจำวัน: GPS ต้องแก้เวลาวันละ 38 ไมโครวินาทีโทรศัพท์ที่บอกตำแหน่งเราได้แม่นในระดับเมตร ทำงานได้เพราะวิศวกรนำทั้งสัมพัทธภาพพิเศษและทั่วไปมาคำนวณ ถ้าไม่แก้ผลเหล่านี้ ตำแหน่งที่ได้จะคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นราววันละสิบกิโลเมตร
- รัศมีชวาร์ซชิลด์และขอบฟ้าเหตุการณ์ทุกมวลมีขนาดวิกฤตที่ถ้าถูกบีบให้เล็กกว่านั้นจะกลายเป็นหลุมดำ สำหรับโลกคือขนาดเท่าลูกแก้ว สำหรับดวงอาทิตย์คือราวสามกิโลเมตร ขอบเขตนี้คือขอบฟ้าเหตุการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดหนีกลับออกมาได้