หน้าหลัก › บทความดาราศาสตร์ › การค้นพบครั้งสำคัญ
การค้นพบครั้งสำคัญ

เฮนเรียตตา ลีวิตต์: ไม้บรรทัดวัดเอกภพจากดาวแปรแสง

Henrietta Leavitt and the period-luminosity relation

อัปเดตล่าสุด

เฮนเรียตตา สวอน ลีวิตต์
เฮนเรียตตา สวอน ลีวิตต์ภาพ: Unknown author (Popular Astronomy, 1922), Public domain (ย่อขนาดจากต้นฉบับ)

ในปี ค.ศ. 1912 เฮนเรียตตา ลีวิตต์ พบว่าดาวแปรแสงเซฟีอิดที่กะพริบช้ากว่าจะสว่างจริงมากกว่า ความสัมพันธ์นี้ทำให้รู้ความสว่างจริงของดาวได้จากจังหวะการกะพริบ และกลายเป็นเครื่องมือวัดระยะทางที่พาไปสู่การค้นพบว่ามีดาราจักรอื่นและเอกภพกำลังขยายตัว

ปัญหาที่ยากที่สุดข้อหนึ่งในดาราศาสตร์คือการวัดระยะทาง ดาวที่ดูจางอาจเป็นดาวที่อยู่ใกล้แต่ส่องสว่างน้อย หรืออยู่ไกลมากแต่ส่องสว่างมหาศาลก็ได้ จากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวเราแยกสองกรณีนี้ไม่ออก ต้นศตวรรษที่ 20 วิธีพารัลแลกซ์วัดระยะได้เพียงดาวที่อยู่ใกล้มาก ๆ ไม่กี่ร้อยปีแสงเท่านั้น สิ่งที่ปลดล็อกระยะทางที่ไกลกว่านั้นมาจากงานของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานเป็น "คอมพิวเตอร์มนุษย์"

คอมพิวเตอร์แห่งฮาร์วาร์ด

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เอ็ดเวิร์ด พิกเคอริง ผู้อำนวยการหอดูดาวมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จ้างผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมาวิเคราะห์แผ่นภาพถ่ายท้องฟ้านับแสนแผ่น วัดตำแหน่ง ความสว่าง และจัดประเภทสเปกตรัมของดาวด้วยมือ ได้ค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายมาก และในยุคนั้นผู้หญิงแทบไม่มีโอกาสได้ใช้กล้องโทรทรรศน์เอง แต่กลุ่มนี้กลับสร้างผลงานพื้นฐานของดาราศาสตร์สมัยใหม่ไว้มากมาย รวมถึงระบบจัดประเภทสเปกตรัม OBAFGKM ของแอนนี่ จัมป์ แคนนอน

เฮนเรียตตา สวอน ลีวิตต์ ได้รับมอบหมายให้หาดาวแปรแสงในแผ่นภาพของเมฆแมเจลแลน ดาราจักรขนาดเล็กสองแห่งที่เห็นได้ทางซีกฟ้าใต้ เธอพบดาวแปรแสงกว่า 1,700 ดวง ซึ่งมากกว่าที่มนุษย์รู้จักทั้งหมดก่อนหน้านั้น

รูปแบบที่ซ่อนอยู่

ลีวิตต์สังเกตกลุ่มดาวแปรแสงชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเซฟีอิด (Cepheid) ในเมฆแมเจลแลนเล็ก ดาวเหล่านี้พองและหดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้ความสว่างขึ้นลงด้วยคาบตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงหลายสิบวัน ในปี ค.ศ. 1912 เธอตีพิมพ์ข้อค้นพบว่าดาวที่มีคาบยาวกว่าจะสว่างกว่าเสมอ ด้วยความสัมพันธ์ที่ชัดเจนมาก

ประเด็นสำคัญคือ ดาวทุกดวงในเมฆแมเจลแลนเล็กอยู่ห่างจากโลกพอ ๆ กัน เพราะเมฆแมเจลแลนอยู่ไกลมากเมื่อเทียบกับขนาดของมันเอง ความต่างของความสว่างที่เห็นจึงสะท้อนความต่างของความสว่างจริงโดยตรง ความสัมพันธ์ที่ลีวิตต์พบจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคาบกับกำลังส่องสว่าง (period-luminosity relation) หรือกฎของลีวิตต์

เทียนมาตรฐาน

ผลที่ตามมามีความหมายมหาศาล ถ้าพบดาวเซฟีอิดที่ใดก็ตาม เพียงวัดคาบการกะพริบก็รู้ว่ามันสว่างจริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับความสว่างที่เห็นก็คำนวณระยะทางได้ ดาวเซฟีอิดจึงเป็นเทียนมาตรฐาน (standard candle) ชนิดแรกของดาราศาสตร์ เหมือนการรู้ว่าหลอดไฟทุกดวงที่กะพริบจังหวะหนึ่งมีกำลังเท่ากันกี่วัตต์ เมื่อเห็นหลอดไฟนั้นอยู่ไกล ๆ ก็บอกระยะทางได้จากความจางของมัน

เหลือเพียงต้องรู้ระยะทางของเซฟีอิดสักดวงหนึ่งเพื่อปรับเทียบสเกล ซึ่งเอจนาร์ แฮร์ตสปรุง ทำได้ในปีต่อมา ไม่นานนักดาราศาสตร์ก็ใช้เซฟีอิดวัดขนาดของทางช้างเผือก และในปี ค.ศ. 1923 ถึง 1924 เอ็ดวิน ฮับเบิล พบเซฟีอิดในเนบิวลาแอนดรอเมดา พิสูจน์ว่ามันอยู่ไกลเกินกว่าทางช้างเผือก และเป็นดาราจักรอีกแห่งหนึ่ง ต่อมาฮับเบิลยังใช้เซฟีอิดวัดระยะดาราจักรอื่นจนพบว่าเอกภพกำลังขยายตัว ฮับเบิลเองกล่าวหลายครั้งว่าลีวิตต์ควรได้รับรางวัลโนเบลจากงานนี้

ผู้ที่ไม่ได้เห็นผลงานของตัวเองเติบโต

ลีวิตต์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี ค.ศ. 1921 ขณะอายุ 53 ปี ก่อนที่งานของเธอจะเปลี่ยนความเข้าใจเอกภพทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1925 นักคณิตศาสตร์ชาวสวีเดนเขียนจดหมายมาเพื่อเตรียมเสนอชื่อเธอชิงรางวัลโนเบล จึงได้รู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้ว และรางวัลโนเบลไม่มอบให้ผู้ที่เสียชีวิต ปัจจุบันกฎของลีวิตต์ยังเป็นขั้นบันไดสำคัญของการวัดระยะทางในเอกภพ รวมถึงการวัดค่าคงที่ฮับเบิลด้วยกล้องเจมส์ เว็บบ์

เปิดในเว็บไซต์ NewTutorAstronomy ›

คำศัพท์ในบทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง