หน้าหลัก › บทความดาราศาสตร์ › รางวัลโนเบล
รางวัลโนเบล

โนเบล 1936: รังสีคอสมิก ฝนอนุภาคจากอวกาศ

Nobel Prize 1936: Hess, Anderson and cosmic rays

อัปเดตล่าสุด

ภาพจำลองฝนอนุภาคเมื่อโปรตอนจากอวกาศชนบรรยากาศ
ภาพจำลองฝนอนุภาคเมื่อโปรตอนจากอวกาศชนบรรยากาศภาพ: Original uploader was Dinoj at en.wikipedia, CC BY 2.5 (ย่อขนาดจากต้นฉบับ)

วิกเตอร์ เฮสส์ ขึ้นบอลลูนไปวัดรังสีที่ความสูงกว่าห้ากิโลเมตร แล้วพบว่ามีรังสีลึกลับพุ่งเข้ามาจากอวกาศตลอดเวลา ส่วนคาร์ล แอนเดอร์สัน ใช้รังสีนี้ค้นพบปฏิสสารชนิดแรก

รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี ค.ศ. 1936 แบ่งกันคนละครึ่ง ครึ่งแรกมอบให้ วิกเตอร์ เฮสส์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย "สำหรับการค้นพบรังสีคอสมิก" อีกครึ่งมอบให้ คาร์ล แอนเดอร์สัน นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน "สำหรับการค้นพบโพซิตรอน" สองผลงานนี้เกี่ยวโยงกัน เพราะแอนเดอร์สันพบโพซิตรอนในรังสีที่เฮสส์ค้นพบนั่นเอง

ปริศนาอากาศที่นำไฟฟ้า

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์สังเกตว่าเครื่องวัดประจุไฟฟ้าค่อย ๆ คายประจุเองแม้ปิดไว้อย่างดี แสดงว่ามีรังสีบางอย่างทำให้อากาศแตกตัวเป็นไอออนอยู่ตลอด ความเชื่อในตอนนั้นคือรังสีมาจากธาตุกัมมันตรังสีในหินและดิน ถ้าเป็นเช่นนั้นรังสีควรลดลงเมื่อขึ้นไปสูง แต่ เทโอดอร์ วูล์ฟ ที่วัดบนยอดหอไอเฟลในปี ค.ศ. 1910 กลับพบว่ารังสีลดลงน้อยกว่าที่คาดมาก

บอลลูนของเฮสส์

ในปี ค.ศ. 1911 ถึง 1912 เฮสส์ขึ้นบอลลูนพร้อมเครื่องวัดหลายเที่ยว เที่ยวที่สำคัญที่สุดคือวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1912 ซึ่งขึ้นไปได้สูงราว 5,300 เมตร เขาพบว่ารังสีลดลงเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่อสูงเกินราวหนึ่งกิโลเมตร รังสีกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนที่ความสูงสุดมีมากกว่าที่ระดับพื้นดินหลายเท่า เขาสรุปว่ารังสีที่ทะลุทะลวงสูงมากนี้เข้ามาจากนอกบรรยากาศ

เฮสส์ยังขึ้นบอลลูนในตอนกลางคืน และในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1912 ระหว่างที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เกือบหมด รังสีไม่ได้ลดลงเลย แสดงว่าแหล่งหลักของรังสีไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 โรเบิร์ต มิลลิแกน ตั้งชื่อว่า "รังสีคอสมิก" ซึ่งเป็นชื่อที่ชวนเข้าใจผิดอยู่บ้าง เพราะภายหลังพบว่ามันส่วนใหญ่เป็นอนุภาคมีประจุ ไม่ใช่รังสีแบบแสง ราวร้อยละ 90 เป็นโปรตอน ราวร้อยละ 9 เป็นนิวเคลียสฮีเลียม ที่เหลือเป็นนิวเคลียสที่หนักกว่า

ฝนอนุภาคในบรรยากาศ

อนุภาคจากอวกาศแทบไม่มีตัวไหนลงมาถึงพื้นโดยตรง เมื่อมันชนนิวเคลียสในบรรยากาศชั้นบน พลังงานจะแตกออกเป็นอนุภาคใหม่จำนวนมาก แต่ละตัวชนต่อเป็นทอด ๆ กลายเป็นฝนอนุภาคที่แผ่กว้างหลายตารางกิโลเมตร สิ่งที่ถึงพื้นส่วนใหญ่คือมิวออน ซึ่งผ่านตัวเราราวหนึ่งตัวต่อตารางเซนติเมตรต่อนาที

รังสีคอสมิกที่มีพลังงานสูงที่สุดเท่าที่เคยวัดได้ตรวจพบในปี ค.ศ. 1991 มีพลังงานราว 3 × 10²⁰ อิเล็กตรอนโวลต์ หรือราว 50 จูล

เทียบเท่าพลังงานของลูกเบสบอลที่ขว้างด้วยความเร็วราว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่อัดอยู่ในอนุภาคเดียวที่เล็กกว่าอะตอม นักฟิสิกส์ตั้งชื่อเล่นว่า "อนุภาคโอ้มายก็อด" แหล่งกำเนิดของอนุภาคพลังงานสูงขนาดนี้ยังเป็นคำถามที่เปิดอยู่

แอนเดอร์สันกับปฏิสสาร

ในปี ค.ศ. 1932 แอนเดอร์สันถ่ายภาพรอยทางของอนุภาคจากรังสีคอสมิกในห้องหมอกที่วางอยู่ในสนามแม่เหล็ก แล้วพบรอยทางที่โค้งไปในทิศของประจุบวก แต่มีมวลเท่าอิเล็กตรอน นี่คือโพซิตรอน ปฏิอนุภาคของอิเล็กตรอน ที่ พอล ดิแรก ทำนายไว้จากทฤษฎีไม่กี่ปีก่อนหน้า เป็นหลักฐานแรกว่าปฏิสสารมีอยู่จริง แอนเดอร์สันได้รับรางวัลเมื่ออายุเพียง 31 ปี และในปีเดียวกันนั้นเองเขากับ เซท เนดเดอร์เมเยอร์ เพื่อนร่วมงาน ก็ค้นพบมิวออนในรังสีคอสมิก รังสีคอสมิกจึงเป็นเหมือนเครื่องเร่งอนุภาคธรรมชาติที่นักฟิสิกส์ใช้ค้นหาอนุภาคใหม่ ก่อนที่จะมีเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่บนพื้นโลก

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยรังสีคอสมิกไม่ใช่รังสีแบบแสงหรือรังสีแกมมาอย่างที่ชื่อชวนให้คิด มันส่วนใหญ่เป็นนิวเคลียสของอะตอมที่วิ่งเร็วเกือบเท่าแสง ชื่อนี้ตั้งขึ้นในยุคที่ยังเชื่อกันว่ามันเป็นรังสีแกมมา และใช้ต่อมาจนติดปาก
เปิดในเว็บไซต์ NewTutorAstronomy ›

คำศัพท์ในบทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง