การค้นพบดาวพลูโต: ตามหาดาวเคราะห์ X
Discovery of Pluto
อัปเดตล่าสุด

ในปี ค.ศ. 1930 ไคลด์ ทอมบอห์ ชายหนุ่มจากฟาร์มในแคนซัส เปรียบเทียบแผ่นภาพถ่ายท้องฟ้านับร้อยแผ่นจนพบดาวพลูโต ที่หอดูดาวโลเวลล์ซึ่งตามหาดาวเคราะห์ X มานานหลายปี แต่ภายหลังพบว่าดาวพลูโตเล็กเกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ X ที่ตามหา และการค้นพบครั้งนี้เป็นเรื่องบังเอิญที่โชคดี
หลังความสำเร็จของการค้นพบดาวเนปจูน นักดาราศาสตร์หลายคนเชื่อว่ายังมีดาวเคราะห์อีกดวงอยู่ไกลออกไป เพราะดูเหมือนวงโคจรของยูเรนัสยังคลาดเคลื่อนอยู่เล็กน้อย หนึ่งในผู้ที่เชื่อเรื่องนี้อย่างแรงกล้าที่สุดคือ เพอร์ซิวัล โลเวลล์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวอเมริกันที่สร้างหอดูดาวของตัวเองที่เมืองแฟลกสตาฟ รัฐแอริโซนา เขาเรียกดาวที่ยังไม่พบนี้ว่าดาวเคราะห์ X และตามหาจนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1916 โดยไม่พบ
ชายหนุ่มจากฟาร์ม
ในปี ค.ศ. 1929 หอดูดาวโลเวลล์จ้างไคลด์ ทอมบอห์ ชายหนุ่มวัย 22 ปีจากฟาร์มในรัฐแคนซัส ซึ่งไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่สร้างกล้องโทรทรรศน์เองและส่งภาพวาดดาวพฤหัสบดีและดาวอังคารที่ละเอียดมากไปให้หอดูดาวดู งานของเขาน่าเบื่อแต่ต้องละเอียดมาก คือถ่ายภาพท้องฟ้าบริเวณเดียวกันห่างกันหลายวัน แล้วนำแผ่นภาพสองแผ่นมาใส่เครื่องเปรียบเทียบภาพแบบกะพริบ (blink comparator) ซึ่งสลับให้ดูแผ่นหนึ่งกับอีกแผ่นอย่างรวดเร็ว ดาวฤกษ์ที่อยู่นิ่งจะไม่ขยับ แต่วัตถุที่เคลื่อนที่จะกระโดดไปมา แต่ละแผ่นภาพมีดาวนับหมื่นถึงหลายแสนดวง
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1930 ขณะเปรียบเทียบภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 23 และ 29 มกราคม ในกลุ่มดาวคนคู่ ทอมบอห์เห็นจุดแสงจาง ๆ จุดหนึ่งกระโดดไปมา นั่นคือดาวพลูโต หอดูดาวประกาศการค้นพบในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1930 ซึ่งเป็นวันเกิดของโลเวลล์ และตรงกับวันครบรอบการค้นพบดาวยูเรนัสพอดี
ชื่อจากเด็กหญิงอายุ 11 ปี
หอดูดาวได้รับข้อเสนอชื่อนับพัน ชื่อที่ได้รับเลือกเสนอโดยเวเนเชีย เบอร์นีย์ เด็กหญิงชาวอังกฤษวัย 11 ปี ผู้ชอบตำนานกรีกโรมัน พลูโตเป็นเทพแห่งยมโลกที่มืดและหนาวเย็น เหมาะกับดาวที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ อีกทั้งสองตัวอักษรแรก PL ยังตรงกับชื่อย่อของเพอร์ซิวัล โลเวลล์ ภายหลังทอมบอห์กลายเป็นนักดาราศาสตร์อาชีพ และเถ้ากระดูกส่วนหนึ่งของเขาเดินทางไปกับยานนิวฮอไรซันส์ที่บินผ่านดาวพลูโตในปี ค.ศ. 2015
เล็กกว่าที่คิดเรื่อยมา
ช่วงแรกนักดาราศาสตร์คิดว่าดาวพลูโตอาจใหญ่ราวโลก เพื่อให้มีแรงโน้มถ่วงพอจะรบกวนยูเรนัสได้ แต่ทุกครั้งที่วัดใหม่ ขนาดที่ประเมินได้ก็เล็กลงเรื่อย ๆ ในปี ค.ศ. 1978 เจมส์ คริสตี ค้นพบดวงจันทร์แครอน ทำให้คำนวณมวลของพลูโตได้จากวงโคจรของดวงจันทร์ ผลคือมวลเพียงราว 0.2% ของโลก น้อยเกินกว่าจะรบกวนยูเรนัสได้เลย
ปริศนาคลี่คลายในปี ค.ศ. 1989 เมื่อยานวอยเอจเจอร์ 2 บินผ่านดาวเนปจูน และวัดมวลของเนปจูนได้แม่นยำ พบว่ามวลที่ใช้ในการคำนวณเดิมผิดไปเล็กน้อย เมื่อแก้ค่ามวลแล้ว ความคลาดเคลื่อนของวงโคจรยูเรนัสก็หายไป แปลว่าดาวเคราะห์ X ไม่เคยมีอยู่จริง การพบดาวพลูโตในบริเวณที่ทำนายไว้จึงเป็นความบังเอิญ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความอุตสาหะของทอมบอห์ที่ค้นหาอย่างเป็นระบบ
จากดาวเคราะห์สู่ดาวเคราะห์แคระ
ในปี ค.ศ. 1992 นักดาราศาสตร์พบวัตถุดวงแรกในแถบไคเปอร์นอกจากพลูโตกับแครอน และในอีกสิบกว่าปีต่อมาก็พบเพิ่มอีกนับพันดวง ดาวพลูโตเป็นเพียงสมาชิกขนาดใหญ่ดวงหนึ่งในแถบนี้ เมื่อพบอีริสในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งมีมวลมากกว่าพลูโต สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลจึงต้องนิยามคำว่าดาวเคราะห์ใหม่ในปี ค.ศ. 2006 และจัดดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระ ทอมบอห์ไม่ได้อยู่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997
คำศัพท์ในบทความนี้
- Plutoดาวพลูโต
- Charonแครอน
- Kuiper beltแถบไคเปอร์
- dwarf planetดาวเคราะห์แคระ
- blink comparatorเครื่องเปรียบเทียบภาพแบบกะพริบ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ดาวพลูโตและดาวเคราะห์แคระโลกน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่เคยเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้า และเพื่อนร่วมประเภทอย่างซีรีส อีริส เฮาเมอา และมาคีมาคี
- นิวฮอไรซันส์: ภาพแรกของดาวพลูโตและวัตถุที่ไกลที่สุดที่เคยเยือนยานนิวฮอไรซันส์ออกเดินทางในปี ค.ศ. 2006 ด้วยความเร็วสูงที่สุดเท่าที่เคยปล่อยจากโลก บินผ่านดาวพลูโตในปี ค.ศ. 2015 พบหัวใจน้ำแข็งไนโตรเจนและภูเขาน้ำแข็ง แล้วไปเยือนอาร์โรคอธ วัตถุที่ไกลที่สุดที่มนุษย์เคยสำรวจจากระยะใกล้
- การค้นพบดาวเนปจูน: ดาวเคราะห์ที่พบด้วยการคำนวณดาวยูเรนัสเคลื่อนที่คลาดเคลื่อนจากที่คำนวณไว้เล็กน้อย อูร์แบ็ง เลอ แวรีเย จึงใช้กฎแรงโน้มถ่วงคำนวณตำแหน่งของดาวเคราะห์ที่มองไม่เห็นซึ่งดึงยูเรนัสอยู่ และในปี ค.ศ. 1846 กล้องโทรทรรศน์ก็พบดาวเนปจูนห่างจากตำแหน่งที่ทำนายไว้ไม่ถึงหนึ่งองศา
- แถบไคเปอร์และเมฆออร์ต: ขอบนอกของระบบสุริยะเลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไปมีแถบวัตถุน้ำแข็งนับแสนชิ้น ซึ่งดาวพลูโตเป็นสมาชิกตัวหนึ่ง และไกลออกไปอีกพันเท่าคือเปลือกทรงกลมของดาวหางนับล้านล้านดวงที่ห่อหุ้มระบบสุริยะไว้ นี่คือแหล่งที่มาของดาวหางเกือบทุกดวงที่เราเคยเห็น