อินเฟลชัน: เอกภพพองตัวในเสี้ยววินาทีแรก
Cosmic inflation
อัปเดตล่าสุด
ทฤษฎีบิกแบงแบบเดิมตอบไม่ได้ว่าทำไมเอกภพจึงสม่ำเสมอทุกทิศและแบนพอดี ทฤษฎีอินเฟลชันเสนอว่าในเสี้ยววินาทีแรก เอกภพขยายตัวเร็วอย่างเหลือเชื่อ และระลอกควอนตัมเล็ก ๆ ในช่วงนั้นกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของดาราจักรทั้งหมด
แบบจำลองบิกแบงอธิบายการขยายตัวของเอกภพ ธาตุเบา และรังสีไมโครเวฟพื้นหลังได้ดีมาก แต่มีคำถามบางข้อที่มันตอบไม่ได้ ในปี ค.ศ. 1980 อลัน กุท เสนอแนวคิดที่ตอบคำถามเหล่านั้นได้พร้อมกัน ต่อมา อันเดรย์ ลินเด และคนอื่น ๆ พัฒนาต่อจนกลายเป็นทฤษฎีอินเฟลชัน
ปัญหาที่อินเฟลชันแก้
- ปัญหาขอบฟ้า รังสีไมโครเวฟพื้นหลังจากสองฝั่งตรงข้ามของท้องฟ้ามีอุณหภูมิเท่ากันถึงหนึ่งในแสนส่วน แต่ตามบิกแบงแบบเดิม สองบริเวณนี้อยู่ห่างกันเกินกว่าแสงจะเดินทางถึงกันได้ตั้งแต่เริ่มต้นเอกภพ แล้วมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องมีอุณหภูมิเท่ากัน
- ปัญหาความแบน ความหนาแน่นของเอกภพในปัจจุบันใกล้เคียงค่าวิกฤตมาก ซึ่งทำให้อวกาศเกือบแบน ความเบี่ยงเบนจากค่าวิกฤตจะโตขึ้นตามเวลา ถ้าวันนี้ยังแบนอยู่ ตอนเริ่มต้นต้องแบนพอดีถึงทศนิยมหลายสิบตำแหน่ง ซึ่งดูบังเอิญเกินไป
- ต้นกำเนิดของโครงสร้าง ความไม่สม่ำเสมอเล็ก ๆ ที่เติบโตเป็นดาราจักรมาจากไหน
ความคิดหลัก
อินเฟลชันเสนอว่าในช่วงราว 10⁻³⁶ ถึง 10⁻³² วินาทีหลังเริ่มต้น เอกภพถูกครอบงำด้วยพลังงานของสนามชนิดหนึ่ง ซึ่งทำตัวเหมือนพลังงานของสุญญากาศ ทำให้อวกาศขยายตัวแบบเอกซ์โพเนนเชียล คือขนาดเพิ่มเป็นสองเท่าซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงเวลาที่เท่า ๆ กัน
ขนาดของเอกภพเพิ่มขึ้นอย่างน้อยราว 10²⁶ เท่า (
ทำไมแก้ปัญหาได้
- ทุกส่วนของเอกภพที่สังเกตได้เคยอยู่ชิดกันในบริเวณเล็ก ๆ ก่อนอินเฟลชัน จึงมีเวลาปรับอุณหภูมิให้เท่ากันได้ ปัญหาขอบฟ้าจึงหายไป
- การพองตัวมหาศาลทำให้ความโค้งใด ๆ ที่มีอยู่ถูกยืดจนแบนราบ เหมือนผิวลูกโป่งที่ถูกเป่าให้ใหญ่เท่าโลก ส่วนเล็ก ๆ ที่เรามองเห็นจึงดูแบน
- ความผันผวนเชิงควอนตัมขนาดจิ๋วถูกยืดจนมีขนาดใหญ่ระดับจักรวาล กลายเป็นบริเวณที่หนาแน่นกว่าเฉลี่ยเล็กน้อย ซึ่งแรงโน้มถ่วงค่อย ๆ ดึงสสารเข้ามาจนเป็นดาราจักรและกระจุกดาราจักร
หลักฐาน
อินเฟลชันทำนายว่าความผันผวนในรังสีไมโครเวฟพื้นหลังควรมีลักษณะเฉพาะ คือมีขนาดเกือบเท่ากันในทุกสเกล (แต่ไม่เท่ากันพอดี) กระจายแบบสุ่มตามการแจกแจงแบบเกาส์ และอวกาศควรแบน ดาวเทียม WMAP และ Planck วัดได้ตรงกับคำทำนายเหล่านี้ทั้งหมด ดัชนีสเปกตรัมที่วัดได้คือราว 0.965 ซึ่งต่ำกว่า 1 เล็กน้อยตามที่อินเฟลชันแบบง่ายที่สุดทำนาย
สิ่งที่ยังไม่รู้
อินเฟลชันยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างสมบูรณ์ ยังไม่รู้ว่าสนามที่ขับเคลื่อนมัน (เรียกกันว่าอินฟลาตอน) คืออะไร หลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ตามหาคือรูปแบบโพลาไรเซชันที่เรียกว่า B-mode ในรังสีไมโครเวฟพื้นหลัง ซึ่งจะเกิดจากคลื่นความโน้มถ่วงในยุคอินเฟลชัน ในปี ค.ศ. 2014 การทดลอง BICEP2 ประกาศว่าพบสัญญาณนี้ แต่ภายหลังพบว่าเป็นผลจากฝุ่นในทางช้างเผือก การค้นหายังดำเนินต่อไป บางแบบจำลองยังทำนายว่าอินเฟลชันไม่หยุดพร้อมกันทุกที่ เรียกว่าอินเฟลชันนิรันดร์ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดพหุภพ
คำศัพท์ในบทความนี้
- inflationการพองตัวของเอกภพ
- horizon problemปัญหาขอบฟ้า
- flatness problemปัญหาความแบน
- eternal inflationอินเฟลชันนิรันดร์
- vacuum energyพลังงานสุญญากาศ
- cosmic microwave backgroundรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ
- scale factorตัวประกอบสเกล
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ทฤษฎีบิกแบงเอกภพเริ่มจากสภาวะที่ร้อนและหนาแน่นมากเมื่อราว 13,800 ล้านปีก่อน และขยายตัวมาจนถึงทุกวันนี้
- รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพแสงที่เก่าแก่ที่สุดในเอกภพ ปล่อยออกมาเมื่อเอกภพอายุราว 380,000 ปี และยังมาถึงเราจากทุกทิศทุกเวลา
- สมการฟรีดมันน์และรูปร่างของเอกภพสมการไม่กี่บรรทัดจากสัมพัทธภาพทั่วไปบอกว่าเอกภพขยายตัวอย่างไรตามสิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน ทั้งสสาร รังสี และพลังงานมืด และบอกด้วยว่าอวกาศโค้งหรือแบน คำตอบจากการสังเกตคือเอกภพแบนอย่างน่าประหลาด
- พหุภพ: เอกภพของเราเป็นหนึ่งในหลายเอกภพหรือไม่แนวคิดว่าเอกภพของเราอาจเป็นเพียงหนึ่งในเอกภพจำนวนมาก ไม่ได้มาจากนิยายวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่โผล่ขึ้นมาเองจากทฤษฎีฟิสิกส์หลายทฤษฎี ปัญหาคือ ถ้าเอกภพอื่นสังเกตไม่ได้เลย แนวคิดนี้ยังนับเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่
- ปัญหาขอบฟ้าและปัญหาความแบน: ปริศนาของบิกแบงทำไมเอกภพสองฝั่งที่ไม่เคยติดต่อกันจึงมีอุณหภูมิเท่ากันเป๊ะ และทำไมเอกภพจึงแบนพอดีราวกับถูกตั้งค่าไว้อย่างจงใจ ปริศนาสองข้อนี้ทำให้นักจักรวาลวิทยาเสนอทฤษฎีอินเฟลชัน
- ประวัติเอกภพตั้งแต่บิกแบงถึงปัจจุบันจากเสี้ยววินาทีแรกที่ร้อนจนแรงทั้งหมดอาจรวมเป็นหนึ่ง สู่ยุคมืดที่ยังไม่มีดาวสักดวง ไปจนถึงดาราจักรและโลกที่เราอาศัยอยู่ บทความนี้ไล่ลำดับเหตุการณ์สำคัญตลอด 13,800 ล้านปีของเอกภพ