ทังกุสกาและเชเลียบินสค์: เมื่อวัตถุจากอวกาศระเบิดเหนือโลก
The Tunguska and Chelyabinsk events
อัปเดตล่าสุด

ในปี ค.ศ. 1908 วัตถุจากอวกาศระเบิดเหนือป่าทังกุสกาในไซบีเรีย ล้มต้นไม้ราวแปดสิบล้านต้นโดยไม่ทิ้งหลุมไว้ และในปี ค.ศ. 2013 อุกกาบาตเชเลียบินสค์ระเบิดเหนือเมืองในรัสเซีย ทำให้ผู้คนบาดเจ็บราวพันห้าร้อยคน ทั้งสองเหตุการณ์แสดงว่าวัตถุขนาดเล็กก็อันตรายได้
วัตถุจากอวกาศพุ่งเข้าชั้นบรรยากาศโลกทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นฝุ่นและเศษหินขนาดเล็กที่เผาไหม้หมดเห็นเป็นดาวตก แต่บางครั้งก็มีวัตถุขนาดหลายสิบเมตรเข้ามา ซึ่งไม่ใหญ่พอจะถูกค้นพบล่วงหน้าได้ง่าย แต่ปล่อยพลังงานได้มหาศาล สองเหตุการณ์ในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นเรื่องนี้ชัดเจนที่สุด
ทังกุสกา ค.ศ. 1908
เช้าวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1908 ผู้คนที่อาศัยห่างไกลในไซบีเรียตอนกลางเห็นลูกไฟสว่างจ้าพาดผ่านท้องฟ้า ตามด้วยเสียงระเบิดที่ได้ยินไกลหลายร้อยกิโลเมตร คลื่นกระแทกทำให้คนล้มลงและหน้าต่างแตกที่ระยะห่างราว 60 กิโลเมตร สถานีวัดแผ่นดินไหวและความกดอากาศในยุโรปบันทึกคลื่นได้ และหลายคืนต่อมาท้องฟ้าในยุโรปสว่างผิดปกติจนอ่านหนังสือกลางแจ้งได้ตอนกลางคืน
บริเวณนั้นห่างไกลมาก การสำรวจครั้งแรกที่นำโดยลีโอนิด คูลิก เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1927 สิ่งที่พบน่าประหลาดใจ ต้นไม้ราวแปดสิบล้านต้นในพื้นที่ราวสองพันตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครทั้งจังหวัด ล้มราบกระจายออกเป็นวงรัศมีจากจุดศูนย์กลาง แต่ต้นไม้ตรงจุดศูนย์กลางกลับยังยืนต้นอยู่โดยไม่มีกิ่ง และไม่มีหลุมอุกกาบาต
คำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับคือ ดาวเคราะห์น้อยหรือชิ้นส่วนดาวหางขนาดราว 50 ถึง 60 เมตร พุ่งเข้าบรรยากาศด้วยความเร็วสูง ถูกความดันและความร้อนบดขยี้จนระเบิดกลางอากาศ (airburst) ที่ความสูงราวห้าถึงสิบกิโลเมตร ปล่อยพลังงานราวสิบเมกะตัน มากกว่าระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาหลายร้อยเท่า คลื่นกระแทกจากด้านบนจึงตัดกิ่งไม้ตรงจุดใต้การระเบิด ในขณะที่ต้นไม้รอบนอกถูกพัดล้มออกไปด้านข้าง โชคดีที่เกิดในพื้นที่แทบไม่มีคนอาศัย ถ้าเกิดเหนือเมืองใหญ่จะเป็นหายนะ
เชเลียบินสค์ ค.ศ. 2013
เช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ลูกไฟที่สว่างกว่าดวงอาทิตย์พาดผ่านท้องฟ้าเหนือเมืองเชเลียบินสค์ในประเทศรัสเซีย ด้วยกล้องติดรถยนต์และกล้องวงจรปิดจำนวนมาก นี่จึงเป็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่ถูกบันทึกภาพไว้ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์
- วัตถุเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดราว 18 ถึง 20 เมตร หนักราวหนึ่งหมื่นตัน พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราว 19 กิโลเมตรต่อวินาที
- ระเบิดกลางอากาศที่ความสูงราว 30 กิโลเมตร ปล่อยพลังงานราว 500 กิโลตัน ราว 30 เท่าของระเบิดฮิโรชิมา
- คลื่นกระแทกมาถึงพื้นหลังเห็นแสงวาบราวหนึ่งนาทีครึ่ง คนจำนวนมากเดินไปที่หน้าต่างเพื่อดูแสงที่เห็น จึงถูกกระจกที่แตกกระจายบาดเจ็บ มีผู้บาดเจ็บราวหนึ่งพันห้าร้อยคน อาคารเสียหายกว่าเจ็ดพันหลัง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต
- วัตถุเข้ามาจากทิศที่ใกล้ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า กล้องโทรทรรศน์บนโลกจึงมองไม่เห็นล่วงหน้าเลย
- ชิ้นอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุด หนักราว 570 กิโลกรัม ถูกกู้ขึ้นมาจากก้นทะเลสาบเชบาร์คุลในอีกหลายเดือนต่อมา
บทเรียน
วัตถุขนาดราวสิบถึงยี่สิบเมตรอย่างเชเลียบินสค์เข้ามาในบรรยากาศโลกราวทุกหลายสิบปี ส่วนขนาดราวทังกุสกาเกิดราวทุกหลายร้อยปี วัตถุขนาดนี้จางเกินกว่าจะค้นพบได้ทั้งหมดล่วงหน้า แต่ถ้าพบได้แม้เพียงไม่กี่วัน ก็มีเวลาพอเตือนผู้คนให้อยู่ห่างจากหน้าต่าง ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บได้มาก หลังเหตุการณ์ที่เชเลียบินสค์ สหประชาชาติจัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยดาวเคราะห์น้อยระหว่างประเทศ และวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันครบรอบเหตุการณ์ทังกุสกา ได้ถูกกำหนดเป็นวันดาวเคราะห์น้อยสากล (International Asteroid Day) เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องนี้
คำศัพท์ในบทความนี้
- Tunguska eventเหตุการณ์ตุงกุสกา
- Chelyabinsk meteorอุกกาบาตเชลยาบินสค์
- airburstการระเบิดกลางอากาศ
- bolideลูกไฟระเบิด (โบไลด์)
- planetary defenseการป้องกันโลกจากวัตถุในอวกาศ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- อุกกาบาต: ชิ้นส่วนจากอวกาศที่จับต้องได้อุกกาบาตเป็นตัวอย่างหินจากอวกาศที่ส่งมาถึงมือเราฟรี ๆ บางก้อนเก่าแก่กว่าโลก บางก้อนมาจากดาวอังคารหรือดวงจันทร์ และบางก้อนมีโมเลกุลอินทรีย์ที่เป็นวัตถุดิบของชีวิต การศึกษามันบอกเราว่าระบบสุริยะเกิดขึ้นอย่างไร
- ดาวตกและฝนดาวตกดาวตกคือเศษฝุ่นจากอวกาศที่ลุกไหม้ในบรรยากาศ ส่วนฝนดาวตกเกิดเมื่อโลกโคจรผ่านทางเดินของดาวหาง
- ดาวเคราะห์น้อยเศษหินและโลหะที่เหลือจากการก่อตัวของดาวเคราะห์ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี และบางก้อนเคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลก
- DART และเฮรา: ทดสอบเบี่ยงดาวเคราะห์น้อยเพื่อปกป้องโลกในปี ค.ศ. 2022 ยาน DART ของ NASA พุ่งชนดวงจันทร์ของดาวเคราะห์น้อยชื่อไดมอร์ฟอส ทำให้คาบโคจรสั้นลง 33 นาที เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เปลี่ยนวงโคจรของวัตถุในอวกาศได้ ยานเฮราขององค์การอวกาศยุโรปกำลังไปตรวจผลของการชน
- ชูเมกเกอร์-เลวี 9: ดาวหางชนดาวพฤหัสบดีในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1994 ชิ้นส่วนกว่า 20 ชิ้นของดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 พุ่งชนดาวพฤหัสบดี ทิ้งรอยดำขนาดใหญ่กว่าโลกให้เห็นได้แม้ด้วยกล้องขนาดเล็ก เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เห็นวัตถุสองชิ้นในระบบสุริยะชนกัน และทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจการป้องกันโลกจากดาวเคราะห์น้อย