กล้องหักเหแสง สะท้อนแสง และแบบผสม
Refractors, reflectors and catadioptrics
อัปเดตล่าสุด

กล้องโทรทรรศน์มีสามแบบหลัก แบบแรกใช้เลนส์ แบบที่สองใช้กระจกโค้ง แบบที่สามผสมทั้งสองอย่าง แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน และกล้องวิจัยขนาดใหญ่ทุกตัวในปัจจุบันเป็นแบบสะท้อนแสง
กล้องหักเหแสง (ใช้เลนส์)
กล้องแบบแรกที่ใช้กันใช้เลนส์นูนด้านหน้าหักเหแสงให้ไปรวมกันที่จุดโฟกัส ข้อดีคือท่อปิด ไม่มีสิ่งกีดขวางกลางลำแสง ภาพคมชัดและมีคอนทราสต์สูง ดูแลง่าย เหมาะกับการดูดวงจันทร์และดาวเคราะห์
ข้อเสียหลักคือความคลาดสี เลนส์หักเหแสงแต่ละสีไม่เท่ากัน สีน้ำเงินโฟกัสใกล้กว่าสีแดง ภาพดาวสว่างจึงมีขอบสีม่วง การแก้ไขต้องใช้เลนส์อวรงค์ที่ประกบแก้วสองชนิด หรือแก้วพิเศษที่มีการกระจายแสงต่ำ ซึ่งมีราคาแพง และเลนส์ขนาดใหญ่ต้องรับน้ำหนักที่ขอบเท่านั้นจึงแอ่นตัว กล้องหักเหแสงที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือกล้องขนาด 102 เซนติเมตรของหอดูดาวเยอร์กีส สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1897 และไม่มีใครสร้างที่ใหญ่กว่านี้อีกเลย
กล้องสะท้อนแสง (ใช้กระจก)
ไอแซก นิวตัน สร้างกล้องสะท้อนแสงตัวแรกในปี ค.ศ. 1668 เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดสี กระจกโค้งสะท้อนแสงทุกสีไปที่จุดเดียวกัน จึงไม่มีปัญหานี้เลย กระจกยังรับน้ำหนักได้ทั้งแผ่นจากด้านหลัง จึงสร้างให้ใหญ่ได้มาก กระจกหลักต้องมีรูปพาราโบลาเพื่อไม่ให้เกิดความคลาดทรงกลม
- แบบนิวโทเนียน กระจกระนาบเล็ก ๆ เอียง 45 องศาสะท้อนแสงออกทางด้านข้างของท่อ โครงสร้างง่ายและราคาถูก
- แบบด็อบโซเนียน คือกล้องนิวโทเนียนบนฐานไม้ที่หมุนได้ง่าย ๆ ให้หน้ากล้องใหญ่ในราคาต่ำที่สุด นิยมมากในหมู่นักดาราศาสตร์สมัครเล่น
- แบบแคสสิเกรน กระจกรองนูนสะท้อนแสงกลับผ่านรูกลางกระจกหลัก ทำให้ท่อสั้นแต่ความยาวโฟกัสยาว กล้องวิจัยใหญ่ส่วนใหญ่ รวมทั้งกล้องฮับเบิลและเจมส์เวบบ์ เป็นแบบนี้หรือแบบที่พัฒนาต่อจากนี้
ข้อเสียคือกระจกรองบังแสงบางส่วนและทำให้คอนทราสต์ลดลงเล็กน้อย ขาที่ยึดกระจกรองทำให้ภาพดาวสว่างมีแฉก และต้องปรับแนวกระจกเป็นครั้งคราว
กล้องแบบผสม
กล้องแบบผสมใช้ทั้งกระจกและเลนส์ เช่น ชมิดท์แคสสิเกรน และมัคซูทอฟแคสสิเกรน ใช้แผ่นแก้วบาง ๆ ด้านหน้าแก้ความคลาดของกระจกทรงกลม ได้ท่อสั้นกะทัดรัด พกพาง่าย เหมาะทั้งดูและถ่ายภาพ จึงเป็นกล้องที่นิยมในโรงเรียนและชมรมดาราศาสตร์
กล้องวิจัยสมัยใหม่
กล้องที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันใช้กระจกแบ่งเป็นชิ้นหกเหลี่ยมหลายสิบชิ้นมาประกบกัน แต่ละชิ้นปรับตำแหน่งได้ด้วยคอมพิวเตอร์ให้ทำงานเป็นกระจกแผ่นเดียว และใช้ระบบทัศนศาสตร์ปรับตัวที่ดัดรูปกระจกหลายร้อยครั้งต่อวินาทีเพื่อแก้ความพร่ามัวจากบรรยากาศ
คำศัพท์ในบทความนี้
- refracting telescopeกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสง
- reflecting telescopeกล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง
- Newtonian telescopeกล้องโทรทรรศน์แบบนิวโทเนียน
- Cassegrain telescopeกล้องโทรทรรศน์แบบแคสซิเกรน
- Schmidt-Cassegrain telescopeกล้องโทรทรรศน์แบบชมิดท์-แคสซิเกรน
- Dobsonian telescopeกล้องโทรทรรศน์ด็อบโซเนียน
- chromatic aberrationความคลาดสี
- spherical aberrationความคลาดทรงกลม
- achromatic lensเลนส์อวรงค์
บทความที่เกี่ยวข้อง
- กล้องโทรทรรศน์ทำงานอย่างไรหน้าที่สำคัญที่สุดของกล้องโทรทรรศน์ไม่ใช่การขยายภาพ แต่คือการรวบรวมแสงให้ได้มากกว่าดวงตาหลายพันเท่า และแยกรายละเอียดที่ชิดกันออกจากกัน ทั้งสองอย่างขึ้นกับขนาดหน้ากล้องเป็นหลัก
- กล้องโทรทรรศน์อวกาศ: มองเอกภพจากเหนือบรรยากาศบรรยากาศโลกทำให้ภาพดาวพร่ามัว และกั้นรังสีหลายช่วงคลื่นไว้ทั้งหมด การนำกล้องขึ้นไปในอวกาศจึงเปลี่ยนดาราศาสตร์ไปตลอดกาล ตั้งแต่ฮับเบิลที่เผยภาพดาราจักรไกลสุดขอบ จนถึงเจมส์เวบบ์ที่มองย้อนไปถึงดาราจักรรุ่นแรก
- เริ่มดูดาวด้วยตาเปล่าไม่ต้องมีกล้องโทรทรรศน์ก็ดูดาวได้ แค่หาที่มืด ให้ตาปรับตัว และรู้ว่าควรมองหาอะไร บทความนี้รวมเคล็ดลับเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ไปจนถึงวิธีวัดมุมบนท้องฟ้าด้วยมือ
- ถ่ายภาพดาราศาสตร์: จากโทรศัพท์มือถือถึงกล้องโทรทรรศน์กล้องถ่ายภาพเก็บแสงได้นานกว่าดวงตาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง จึงบันทึกสีของเนบิวลาและทางช้างเผือกที่ตาเปล่าไม่มีวันเห็นได้ บทความนี้อธิบายหลักการพื้นฐาน ตั้งแต่ภาพทางช้างเผือกด้วยกล้องบนขาตั้ง ไปจนถึงการซ้อนภาพเพื่อลดสัญญาณรบกวน