ดาวหางฮัลเลย์: ดาวหางดวงแรกที่ทำนายการกลับมาได้
Halley's Comet
อัปเดตล่าสุด

เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ใช้กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตันพบว่าดาวหางที่เห็นในปี ค.ศ. 1531 1607 และ 1682 คือดวงเดียวกัน และทำนายว่าจะกลับมาในปี ค.ศ. 1758 ซึ่งเป็นจริงหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว ดาวหางดวงนี้จะกลับมาให้เห็นอีกครั้งในปี ค.ศ. 2061
ตลอดประวัติศาสตร์ ดาวหางเป็นสิ่งลึกลับที่ปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด หลายวัฒนธรรมมองว่าเป็นลางร้าย และแม้แต่นักดาราศาสตร์ก็ไม่แน่ใจว่าดาวหางมาจากไหน บ้างคิดว่าเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงผ่านมาครั้งเดียวแล้วจากไป การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจนี้มาจากเพื่อนคนหนึ่งของไอแซก นิวตัน
สามดาวหาง หนึ่งดวง
เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ผลักดันและออกเงินพิมพ์หนังสือ Principia ของนิวตันในปี ค.ศ. 1687 ซึ่งเสนอกฎแรงโน้มถ่วงสากล ฮัลเลย์นำกฎนี้มาคำนวณวงโคจรของดาวหางที่มีบันทึกการสังเกตไว้ 24 ดวง และในปี ค.ศ. 1705 เขาพบว่าดาวหางที่เห็นในปี ค.ศ. 1531 1607 และ 1682 มีวงโคจรเกือบเหมือนกัน และปรากฏห่างกันราว 75 ถึง 76 ปี เขาสรุปว่านี่คือดาวหางดวงเดียวกันที่โคจรเป็นวงรีรอบดวงอาทิตย์ และทำนายว่าจะกลับมาอีกในราวปี ค.ศ. 1758
การกลับมาที่ฮัลเลย์ไม่ได้เห็น
ฮัลเลย์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1742 ก่อนถึงวันพิสูจน์ ขณะที่ปี ค.ศ. 1758 ใกล้เข้ามา นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อาแล็กซี แกลโร และทีมงาน คำนวณเพิ่มเติมว่าแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์จะดึงให้ดาวหางมาช้าลง และทำนายว่าจะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดราวเดือนเมษายน ค.ศ. 1759 คลาดเคลื่อนได้ราวหนึ่งเดือน
ในคืนวันคริสต์มาส ค.ศ. 1758 โยฮันน์ พาลิทซ์ช ชาวนาและนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวเยอรมัน มองเห็นดาวหางดวงนี้กลับมาจริง และดาวหางผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1759 อยู่ในช่วงที่ทำนายไว้ ดาวหางดวงนี้จึงได้ชื่อว่าดาวหางฮัลเลย์ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ทำนายการกลับมาของดาวหางได้สำเร็จ และเป็นหลักฐานที่ทรงพลังว่ากฎแรงโน้มถ่วงของนิวตันใช้กับวัตถุทุกชนิดในระบบสุริยะได้
ในประวัติศาสตร์
- บันทึกของนักดาราศาสตร์จีนที่เชื่อว่าเป็นดาวหางฮัลเลย์ย้อนไปได้ถึงราวปี 240 ก่อนคริสต์ศักราช และพบบันทึกการกลับมาเกือบทุกครั้งหลังจากนั้น
- ปี ค.ศ. 1066 ดาวหางปรากฏก่อนสงครามที่อังกฤษ และถูกปักไว้ในผ้าปักบายเยอ (Bayeux Tapestry) ที่เล่าเรื่องสงครามนั้น
- ปี ค.ศ. 1910 โลกโคจรผ่านหางของดาวหาง มีข่าวว่าหางมีแก๊สพิษ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งตื่นตระหนก ถึงขั้นมีคนขาย "ยาเม็ดกันดาวหาง" แต่หางดาวหางเบาบางมากจนไม่มีผลใด ๆ ต่อโลก มาร์ก ทเวน นักเขียนที่เกิดในปีที่ดาวหางมาเยือน ค.ศ. 1835 เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1910 ตามที่เขาเคยพูดไว้ว่าจะจากไปพร้อมกับดาวหาง
เห็นนิวเคลียสครั้งแรก
การกลับมาในปี ค.ศ. 1986 ไม่สว่างนักเมื่อมองจากโลก แต่มนุษย์ส่งยานอวกาศหลายลำออกไปพบ ซึ่งรู้จักกันในชื่อกองยานฮัลเลย์ ได้แก่ ยานเวกา 1 และ 2 ของสหภาพโซเวียต ยานซุยเซและซากิงาเกะของญี่ปุ่น และยานจอตโต (Giotto) ขององค์การอวกาศยุโรป ซึ่งบินผ่านนิวเคลียสในระยะราว 600 กิโลเมตรเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1986 ภาพที่ได้แสดงนิวเคลียสรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ยาวราว 15 กิโลเมตร สีดำเข้มยิ่งกว่าถ่าน มีไอพ่นแก๊สและฝุ่นพุ่งออกมาจากบางจุดบนผิว ยืนยันแนวคิด "ก้อนหิมะสกปรก" ที่ว่านิวเคลียสดาวหางเป็นน้ำแข็งปนฝุ่น
ฮัลเลย์รอบตัวเรา และการกลับมาครั้งต่อไป
ทุกครั้งที่ผ่านดวงอาทิตย์ ดาวหางฮัลเลย์ทิ้งเศษฝุ่นไว้ตามวงโคจร เมื่อโลกโคจรผ่านธารฝุ่นนี้ เราจะเห็นฝนดาวตกอีตาอควอริดส์ในต้นเดือนพฤษภาคม และฝนดาวตกโอไรออนิดส์ในเดือนตุลาคมของทุกปี ดาวหางเพิ่งผ่านจุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2023 และกำลังเดินทางกลับเข้ามา จะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2061 คราวนี้ตำแหน่งของดาวหางและโลกเหมาะกว่าปี ค.ศ. 1986 มาก จึงน่าจะสว่างกว่าและเห็นได้ดีกว่า
คำศัพท์ในบทความนี้
- Halley's Cometดาวหางฮัลเลย์
- cometดาวหาง
- perturbationการรบกวนวงโคจร
- meteor showerฝนดาวตก
- nucleusนิวเคลียส
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ดาวหางก้อนน้ำแข็งปนฝุ่นจากขอบระบบสุริยะ ที่เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จะระเหยเป็นหัวฟุ้งและหางยาวหลายล้านกิโลเมตร
- โรเซตตาและฟีเล: ลงจอดบนดาวหางครั้งแรกยานโรเซตตาขององค์การอวกาศยุโรปเดินทางสิบปีไปโคจรรอบดาวหาง 67P เป็นลำแรกที่โคจรรอบดาวหาง และส่งยานฟีเลลงจอดบนนิวเคลียสในปี ค.ศ. 2014 พบสารอินทรีย์ กรดอะมิโน และพบว่าน้ำของดาวหางดวงนี้ต่างจากน้ำบนโลก
- ดาวตกและฝนดาวตกดาวตกคือเศษฝุ่นจากอวกาศที่ลุกไหม้ในบรรยากาศ ส่วนฝนดาวตกเกิดเมื่อโลกโคจรผ่านทางเดินของดาวหาง
- กฎของเคปเลอร์และแรงโน้มถ่วงของนิวตันจากข้อมูลการสังเกตดาวอังคารนานหลายสิบปี สู่กฎข้อเดียวที่อธิบายได้ทั้งลูกแอปเปิลที่ตกและดวงจันทร์ที่โคจร
- แถบไคเปอร์และเมฆออร์ต: ขอบนอกของระบบสุริยะเลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไปมีแถบวัตถุน้ำแข็งนับแสนชิ้น ซึ่งดาวพลูโตเป็นสมาชิกตัวหนึ่ง และไกลออกไปอีกพันเท่าคือเปลือกทรงกลมของดาวหางนับล้านล้านดวงที่ห่อหุ้มระบบสุริยะไว้ นี่คือแหล่งที่มาของดาวหางเกือบทุกดวงที่เราเคยเห็น